Archives February 2022

เจ้าบ่าวของเจ้าหญิงมาโกะ กลับถึงโตเกียว ลุ้นประกาศข่าวเสกสมรส

สื่อญี่ปุ่นไลฟ์สด ว่าที่ เจ้าบ่าวของเจ้าหญิงมาโกะ กลับถึงโตเกียว ลุ้นประกาศข่าวเสกสมรส เมื่อวันที่ 27 กันยายน สื่อโทรทัศน์ญี่ปุ่นหลายสำนัก พากันถ่ายทอดสด ขณะเครื่องบินโดยสารที่นำนายเคอิ โคมูโระ หนุ่มคนรักสามัญชน วัย 29 ปี ของเจ้าหญิงมาโกะ พระราชนัดดา (หลาน) ในสมเด็จพระจักรพรรดิ์นารุฮิโตะ แห่งญี่ปุ่น แตะลงสนามบินนานาชาตินาริตะ ใกล้กับกรุงโตเกียว ในวันจันทร์ (27 ก.ย.) นี้ ท่ามกลางกระแสข่าว ว่าจะมีการประกาศข่าวดี ถึงการเสกสมรสของเจ้าหญิงมาโกะ กับหนุ่มคนรักสามัญชนผู้นี้ หลังจากถูกเลื่อนมาเป็นเวลาหลายปี จากมรสุมข่าวฉาวที่รุมเร้านายโคมูโระ เกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของมารดาตนเอง

ว่าที่ เจ้าบ่าวของเจ้าหญิงมาโกะ

โดยภาพที่ปรากฎในสื่อ เผยให้เห็นนายโคมูโระ ต้องเผชิญกับทัพนักข่าว และแสงแฟลชจากกล้องจำนวนมาก รวมถึงกล้องวิดีโอที่จับจ้องมาที่ตัวเขา ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อสูทสีดำ ผมที่ยาวถูกมัดรวบเป็นหางม้าไว้ โดยนายโคมูโระได้โค้งคำนับทักทายกลุ่มผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าวเขา แต่ไม่ได้กล่าวใดๆ ทั้งนี้นายโคมูโระ จะต้องทำการกักตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ของทางการญี่ปุ่น

สื่อท้องถิ่นได้รายงานว่า นับเป็นการกลับมาประเทศญี่ปุ่น เป็นครั้งแรกของนายโคมูโระ นับตั้งแต่เขาเดินทางไปสหรัฐในปี 2018 ซึ่งถูกมองว่า เป็นความพยายาม ที่จะดับกระแสความสนใจในเชิงลบ ที่มีต่อตัวเขา หลังจากที่มีรายงานปรากฎในสื่อว่า มารดาของนายโคมูโระติดหนี้อดีตคู่หมั้นของตนเอง เป็นเงินถึง 4 ล้านเยน (กว่า 1.1 ล้านบาท) โดยยังไม่ได้ชดใช้ ซึ่งข่าวอื้อฉาวดังกล่าวจุดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในสังคม และเป็นผลให้พิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงมาโกะ กับนายโคมูโระต้องถูกเลื่อนออกไป

สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค รายงานด้วยว่า สำนักพระราชวังอิมพีเรียล มีแผนจะจัดงานเสกสมรสของเจ้าหญิงมาโกะ กับนายโคมูโระในเดือนตุลาคมที่จะถึง และจะมีการประกาศข่าวดีในเร็วๆ นี้ โดยหลังจากงานเสกสมรส เจ้าหญิงมาโกะจะย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา กับนายโคมูโระ ที่เขาได้ไปศึกษาวิชากฎหมายอยู่ในนครนิวยอร์ก

ก่อนหน้านี้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่า เจ้าหญิงมาโกะเตรียมจะตกลงกับรัฐบาลญี่ปุ่น ถึงการจะทรงไม่รับเงินที่พระองค์จะได้รับ หลังการสละฐานันดรหลังการเสกสมรสกับสามัญชน ที่มีรายงานระบุว่าเป็นจำนวนถึง 150 ล้านเยน (ราว 45 ล้านบาท)


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

การประชุม (เฟด) เรื่องลดวงเงินซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ

การประชุม (เฟด) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ วันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ถือว่าถูกนักลงทุนจับตามองมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรอดูความชัดเจนเรื่องการลดวงเงินซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หลังจากเฟดส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้ว่าจะเริ่มลดวงเงินปีนี้ โดยนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวหลังการประชุมว่า การลดวงเงินซื้อพันธบัตรอาจเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ในการประชุมครั้งหน้าในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน และจะเสร็จสิ้นกระบวนการประมาณกลางปีหน้า

การประชุม (เฟด) เมื่อ วันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดย้ำว่า วงเงินที่ลดการซื้อ และความเร็วในการซื้อพันธบัตรไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณโดยตรงว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใด ทั้งนี้ไม่คิดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนที่กระบวนการลดวงเงินซื้อพันธบัตรเสร็จสิ้น โดยที่ประชุมในวันดังกล่าวยังมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.25% ไว้เช่นเดิม และยังคงซื้อพันธบัตร และหลักทรัพย์เดือนละ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ตามเดิม

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ เฟดปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลงเหลือ 5.9% จาก 7% ในครั้งก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ส่วนปีหน้าประเมินว่าจะขยายตัว 3.8% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า

ซึ่งอัตราว่างงานสหรัฐเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 5.2% แม้จะต่ำกว่าเดือนเมษายน 2020 ซึ่งอยู่ที่ 14.8% ช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สูงสุด แต่ก็ยังสูงกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดซึ่งอยู่ที่ 3.5% ดังนั้นเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิมจนกว่าอัตราการจ้างงานจะเกิดขึ้นเต็มที่ตามที่เฟดประเมินไว้ โดยอัตราว่างงานปีหน้าเฟดคาดว่าจะอยู่ที่ 3.8% ไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อนหน้า ด้านเงินเฟ้อปีหน้าขยับคาดการณ์จาก 2.1% เป็น 2.2% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า ส่วนเงินเฟ้อรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 4.2% สูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% แต่น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว

สำหรับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยนั้น เมื่อดูจาก dot plots หรือคาดการณ์ของสมาชิกเฟดรายบุคคลพบว่า ในครั้งนี้เสียงแตกเป็นครึ่งต่อครึ่ง ในประเด็นที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะเริ่มขยับขึ้นในปีหน้า การที่มีเสียงกรรมการครึ่งหนึ่งสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าก็เท่ากับว่าขึ้นเร็วกว่ากำหนด จากเดิมที่เห็นว่าควรขึ้นปี 2023

ส่วนประเด็นปัญหาหนี้ของ “เอเวอร์แกรนด์” บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีน ประธานเฟดกล่าวว่า ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเฉพาะของจีน ไม่น่าจะสร้างความเสี่ยงให้กับธนาคารขนาดใหญ่ของทั้งสหรัฐและจีน ตนไม่คิดว่าจะกระทบต่อสภาวะการเงินโลก

พร้อมกันนี้พาวเวลล์ยังกระตุ้นให้สภาคองเกรสเพิ่มเพดานหนี้โดยเร็ว เพื่อที่ว่าสหรัฐจะสามารถชำระหนี้ได้ มันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องขยายเพดานหนี้ หากไม่ขยายจะเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สหรัฐไม่ควรผิดนัดชำระหนี้

“จิม โอซุลลิแวน” หัวหน้านักกลยุทธ์มหภาคของทีดีซีเคียวริตี้ ชี้ว่า กระบวนการลดซื้อพันธบัตรใช้เวลาค่อนข้างเร็วกว่าวิกฤตรอบที่แล้ว ซึ่งใช้เวลา 10 เดือน ทางด้าน “ลอว์เรนซ์ กิลลัม” นักกลยุทธ์ของแอลพีแอลไฟแนนเชียล เห็นว่า นโยบายระยะกลางและยาวของเฟดยังไม่ชัดเจน ตอนนี้ตลาดยังคงคิดว่าเฟดจะประกาศแผนการลดซื้อพันธบัตรในเดือนพฤศจิกายน และจะเริ่มลงมือปฏิบัติในเดือนธันวาคม แต่หากดูคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยของสมาชิกแต่ละคนในปัจจุบันยังถือว่ากระจัดกระจาย

นอกจากนี้สมาชิกเฟดบางคนจะหมดวาระลง ซึ่งจะต้องมีการแต่งตั้งเข้ามาใหม่ ดังนั้นทั้งสองปัจจัยคือพาวเวลล์จะได้ดำรงตำแหน่งอีกสมัยหรือไม่ และคนที่จะมาเป็นสมาชิกเฟดรายใหม่คือใคร จะมีผลกระทบค่อนข้างสำคัญต่อนโยบายการเงินในอนาคต จากวาระการดำรงตำแหน่งของพาวเวลล์จะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งคาดว่าประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” จะตัดสินใจในฤดูใบไม้ร่วงนี้ว่าจะต่ออายุให้อีกสมัยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบลูมเบิร์กอ้างว่า คนในทำเนียบขาวกำลังจะแนะนำให้ไบเดนต่ออายุให้อีกสมัย

หลังการประชุมเฟด ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดที่ 34,258.32 จุด เพิ่มขึ้น 334.48 จุด หรือ 1% เช่นเดียวกับแนสแดคที่เพิ่มขึ้น 1% ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีปรับลง 0.017% อยู่ที่ 1.307% ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเฟดประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับตลาดจึงไม่เกิดความตกใจ


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

หุ้นคริปโตร่วงในจีน หลังจากทางการจีนปราบปรามอุตสาหกรรมนี้อย่างเข้มข้น

หุ้นคริปโตร่วงในจีน โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับคริปโตเคอเรนซี่ร่วงลงในฮ่องกงในเช้าวันจันทร์ หลังจากทางการจีนปราบปรามอุตสาหกรรมนี้อย่างเข้มข้น ในขณะที่คริปโตเคอเรนซีหลักยังคงมีเสถียรภาพ หุ้นของผู้จัดการสินทรัพย์คริปโต และบริษัทการค้า Huobi Tech ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Huobi Global ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทแลกเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตกลงมากกว่า 30% หลังจากการเปิดตลาด

หุ้นคริปโตร่วงในจีน จากมาตรการปราบปราม

หน่วยงานของจีน 10 แห่ง รวมทั้งธนาคารกลางและการธนาคาร หลักทรัพย์ และหน่วยงานกำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ได้ให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกันเพื่อขจัดกิจกรรมคริปโตเคอร์เรนซี่ที่ “ผิดกฎหมาย” ในขณะที่จีนได้ใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับสกุลเงินเสมือนมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ได้สั่งให้กิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี่ กับผิดกฎหมาย และส่งสัญญาณแสดงเจตนาถึงแผนที่จะบังคับใช้กฎที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนกลางของจีน (PBOC) กล่าวว่าการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีแผนลงโทษอย่างรุนแรงต่อผู้ที่กระทำการดังกล่าว รวมถึงผู้ที่ทำงานในแพลตฟอร์มในต่างประเทศจากภายในประเทศจีน สภาพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) กล่าวว่าจะเปิดตัวการปราบปรามการขุดคริปโตเคอร์เรนซี่ทั่วประเทศ โดยเป็นความพยายามกวาดล้างเซคเตอร์นี้ทั้งหมด

เหตุใดจีนต้องแบน Bitcoin จน หุ้นคริปโตร่วงในจีน

ความผันผวนและเสถียรภาพ

เงินคริปโตเป็นเงินดิจิทัลที่ขับเคลื่อนราคาด้วยมูลค่าอนาคต (Future Value) ซึ่งมูลค่าจะเพิ่มขึ้นหากมีการนำเงินไปลงทุนและได้รับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่ายิ่งเงินได้รับความสนใจในการนำไปใช้มากเท่า แนวโน้มมูลค่าของเงินก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ในขณะที่เงินตราที่ใช้กันในปัจจุบันนั้น จะขึ้นอยู่กับโลหะมีค่า เช่น ทองคำ รวมถึงความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ดังนั้น หากพิจารณา Bitcoin และเงินคริปโตอื่น ๆ มีโอกาสผันผวนได้มาก และมีเสถียรภาพต่ำ เพราะไม่มีหลักประกันที่มั่นคงเท่ากับเงินตราในปัจจุบัน

เงินคริปโต อาจกระทบต่ออำนาจอธิปไตยทางการเงินของรัฐบาลจีน (Monetary Sovereignty)

นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าสาเหตุแท้จริงที่จีนจำเป็นต้องแบนคริปโต เพราะความกังวลในเรื่องของอำนาจอธิปไตยทางการเงินของรัฐบาล หมายความว่าปกติแล้วเงินหยวนจีนจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลแทบทั้งหมด ทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมทิศทางของการเงินในจีนได้

เมื่อรัฐไม่มีอำนาจในการควบคุมเงิน มูลค่าของ Bitcoin ที่เพิ่มสูงขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดความผันผวนในตลาดได้ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และเนื่องจากของ Bitcoin ไม่ต้องอาศัยธนาคารในการทำธุกรรมใด ๆ เลย ยิ่งจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมการเข้าออกของเงินในระบบได้เลย ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเหล่านี้ถูกนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ใด ซึ่งแน่นอนว่ามันคงไม่ดีนักกับการจัดการประชาชนของรัฐบาลจีน

หยวนดิจิทัล vs. คริปโต

ประเทศจีนได้เปลี่ยนมาใช้หยวนดิจิทัล ซึ่งมันเป็นเงินหยวนที่เปลี่ยนจากรูปแบบกระดาษมาอยู่ในระบบดิจิทัล รัฐบาลจะสามารถควบคุมการทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น สามารถตรวจสอบบัญชีต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งประชาชนยังสามารถใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้เงินกระดาษแบบเดิมๆ แต่เมื่อมีเงินคริปโตเข้ามาไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรือ Ethereum ประชาชนบางส่วนกลับเลือกใช้จ่ายเป็นเงินเหล่านี้แทน สิ่งที่รัฐบาลกังวลนั้นอาจจะไม่ได้มาจากเรื่องที่กลัวว่ามันจะมาแย่งความนิยมไปจากหยวนดิจิทัล แต่การกระทำเช่นนี้เท่ากับหลบหลีกการตรวจสอบธุรกรรมจากรัฐบาลได้ เพราะฉะนั้นการสั่งแบนจึงเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลมนั่นเอง


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

ซีเอฟโอ หัวเว่ย ได้รับการปล่อยตัว จากรัฐบาลแคนาดา เมื่อวันที่ 24 ก.ย.

แคนาดาปล่อยแล้ว – เอเอฟพี รายงานว่า เมิ่ง ว่านโจ รองประธานคณะบริหาร และประธานฝ่ายการเงิน ซีเอฟโอ หัวเว่ย ได้รับการปล่อยตัว จากรัฐบาลแคนาดา เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น และมีโอกาสเดินทางกลับบ้านเกิดเป็นครั้งแรก 

ซีเอฟโอ หัวเว่ย ได้รับการปล่อยตัว

หลังถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานนานาชาตินครแวนคูเวอร์ตามคำสั่งของทางการสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2561 และถูกกักบริเวณที่บ้านเป็นเวลา 3 ปี ระหว่างการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อไม่ต้องถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปสหรัฐที่ตั้งข้อกล่าวหา ฉ้อโกงธนาคารเอชเอสบีซี และฉ้อโกงผ่านระบบธนาคาร และพยายามปกปิดการละเมิดการคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่าน “ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของฉันกลับหัวกลับหาง เป็นช่วงเวลาสับสนสำหรับฉันในฐานะแม่ ภรรยา และผู้บริหารบริษัท แต่ฉันเชื่อว่าฟังหลังฝนงดงามเสมอ เป็นประสบการณ์ล้ำค่าในชีวิตฉันจริงๆ ดังคำกล่าวที่ว่า ยิ่งเจอความลำบาก ยิ่งเติบโต” นางเมิ่งกล่าวหลังฟังคำพิพากษาที่ศาลในนครแวนคูเวอร์ ก่อนโดยสารเที่ยวบินเช่าเหมาลำโดยรัฐบาลไปนครเซินเจิ้นเพื่อกลับบ้านเกิด

หลังจากนั้น รัฐบาลจีนปล่อยตัวพลเมืองแคนาดา 2 คน ได้แก่ นายไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูต และนายไมเคิล สปาวอร์ นักธุรกิจ ที่ถูกจับกุมไม่นานหลังนางเมิ่งถูกจับกุม และรัฐบาลแคนาดาโต้แย้งจีนว่า จับกุมพลเมืองของตนโดยพลการ และคุมขังด้วยข้อหาจารกรรมที่กุขึ้นมา นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ผู้นำแคนาดา ประกาศว่า นายคอฟริก และนายสปาวอร์ เดินทางออกจากน่านฟ้าจีนแล้ว อยู่ระหว่างทางกลับบ้าน คาดว่าเที่ยวบินจะถึงแคนาดาวันที่ 25 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น “ชายสองคนนี้ผ่านการทดสอบยากลำบากอย่างไม่น่าเชื่อ ตลอด 1,000 วันที่ผ่านมา แสดงความแข็งแกร่ง พากเพียร ยืดหยุ่น และสง่างาม และเราทุกคนได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งนั้น” นายทรูโดกล่าว

ด้านนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แสดงความยินดีต่อการตัดสินใจของทางการจีน เพราะชาวแคนาดาทั้งสองต้องทนทุกข์จากการถูกกักขังอย่างไม่เป็นธรรมมานานถึง 2 ปีครึ่ง

การปล่อยตัวซีเอฟโอของหัวเว่ยมีขึ้นหลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ และนางเมิ่งบรรลุข้อตกลงเลื่อนการดำเนินคดีกับนางเมิ่งในข้อกล่าวหาโดยสหรัฐออกไปจนถึงวันที่ 1 ธ.ค. 2565 และจะถอนข้อกล่าวหา หากนางเมิ่งปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลง และอนุญาตให้นางเมิ่งเดินทางกลับจีนได้ “ในการลงนามข้อตกลงเลื่อนการดำเนินคดี นางเมิ่งรับผิดชอบต่อบทบาทหลักในการดำเนินแผนการเพื่อฉ้อโกงสถาบันการเงินระดับโลก” นายนิโคล เบิร์คมันน์ อัยการสหรัฐระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ สหรัฐกล่าวหาว่าหัวเว่ยกำหนดเส้นทางการชำระเงินที่เชื่อมโยงกับสกายคอมผ่านระบบธนาคารสหรัฐ ผูกติดกับการละเมิดมาตรการคว่ำบาตร ในช่วงที่นางเมิ่งทำหน้าที่ในคณะกรรมการของสกายคอม แต่รัฐบาลจีนกล่าวถึงคดีของนางเมิ่งว่าเป็นเรื่องทางการเมืองล้วนๆ และกล่าวหารัฐบาลแคนาดาว่าจับกุมนางเมิ่งตามคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐ

ข้อกล่าวหา และการจับกุมนางเมิ่งส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรหัวเว่ย โดยห้ามหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐซื้ออุปกรณ์ของหัวเว่ย และกดดันพันธมิตรต่างประเทศปฏิบัติตาม เนื่องจากเจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่า โทรศัพท์ เราเตอร์ และอุปกรณ์สวิตช์ของหัวเว่ย ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นช่องทางให้หน่วยข่าวกรองของจีนทำจารกรรม แต่รัฐบาลจีนปฏิเสธ และกล่าวหาสหรัฐโจมตีตนเพราะเรื่องการเมือง และต้องการทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com