อนุมัติวัคซีน เด็ก5-11

วัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับเด็ก อาจมีให้ในสัปดาห์หน้าหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุมัติวัคซีน ไฟเซอร์สำหรับ เด็ก5-11 ปี เมื่อวันศุกร์

อ.ย. อนุมัติวัคซีน ไฟเซอร์ COVID-19 สำหรับ เด็ก5-11 ปี เมื่อวันศุกร์

ด้วยการอนุมัติขององค์การอาหารและยา คาดว่าวัคซีน 15 ล้านโดสแรกจะเริ่มส่งออกจากโรงงานผลิตของไฟเซอร์ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

จากนั้น จะขึ้นอยู่กับ Dr. Rochelle Walensky ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะแนะนำวัคซีนไฟเซอร์สำหรับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีทั้ง 28 ล้านคนในสหรัฐอเมริกาหรือไม่

เธอคาดว่าจะตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วหลังจากที่คณะที่ปรึกษา CDC เข้าพบในวันอังคาร ซึ่งหมายความว่าการฉีดวัคซีนสามารถเริ่มได้เร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า

ดร.ฟรานซิส คอลลินส์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในหัวข้อ “อรุณสวัสดิ์อเมริกา” ในสัปดาห์นี้ว่า การรับเด็กฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการยุติการระบาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

“ถ้าเราสามารถสร้างสถานการณ์ที่เด็กเหล่านี้ไม่ติดเชื้อมากขึ้น เราก็จะสามารถป้องกันการระบาดนี้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหวังว่าจะทำจริงๆ แม้ว่าเราจะเผชิญกับความหนาวเย็น [สภาพอากาศ] และข้อกังวลอื่นๆ ว่า เราอาจจะได้เห็นการเพิ่มขึ้นอีก” คอลลินส์กล่าว “เราไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น และนี่จะเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งในการทำให้ประเทศของเราอยู่ในที่ที่ดีขึ้นจริงๆ”

เมื่อการนับถอยหลังเริ่มต้นขึ้น ต่อไปนี้คือ 5 สิ่งที่ผู้ปกครองควรรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

1-เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปียังไม่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีน COVID-19

ด้วยการอนุมัติขององค์การอาหารและยา การตัดสินใจได้ย้ายไปอยู่ที่กลุ่มที่ปรึกษาด้านวัคซีนของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค

โดยกลุ่มดังกล่าวซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างภูมิคุ้มกันมีกำหนดจะประชุมในวันอังคารเพื่อตรวจสอบข้อมูลเดียวกันที่ได้รับการตรวจสอบโดยที่ปรึกษาของ FDA

จากนั้น เมื่อ ACIP แนะนำวัคซีน ผู้อำนวยการ CDC จะต้องลงนามในวัคซีน ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการอนุมัติ

เมื่อตัดสินใจแล้ว วัคซีนจะสามารถให้วัคซีนแก่เด็กทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ในเวลาเดียวกัน องค์การอาหารและยา จะยังคงตรวจสอบข้อมูลเพื่อตัดสินใจว่าจะให้การอนุมัติอย่างเต็มรูปแบบกับองค์การอาหารและยาสำหรับวัคซีนในเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีหรือไม่

องค์การอาหารและยาอนุมัติวัคซีนไฟเซอร์สำหรับผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปในเดือนสิงหาคม ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินในเด็กอายุ 12 ถึง 15 ปี

วัคซีนอีก 2 ชนิดที่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ได้แก่ Moderna และ Johnson & Johnson ปัจจุบันมีให้สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น

Moderna กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ามีแผนจะส่งข้อมูลไปยัง FDA ในไม่ช้า โดยแสดงให้เห็นว่าวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 6 ถึง 11 ปี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งและดูเหมือนปลอดภัย

2-Pfizer จะมีขนาดที่แตกต่างกันสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

ในการทดลองทางคลินิกของ Pfizer และ BioNTech กับเด็กมากกว่า 2,200 คน วัคซีนโควิด-19 ถูกฉีดในสองโด๊ส แต่ขนาดยานั้นเป็นหนึ่งในสามของปริมาณที่ผู้ใหญ่ได้รับ ผลการทดลองทางคลินิกซึ่งยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองของแอนติบอดีในเด็กที่ปริมาณยาขนาดนั้น อย่างน้อยก็แรงพอๆ กับขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่ในผู้ป่วยอายุ 16-25 ปี

Pfizer และ BioNTech กล่าวว่าวัคซีนสร้างผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อยในเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี และผลข้างเคียงก็คล้ายกับที่ผู้ใหญ่และเด็กโต สำหรับเด็กอายุ 12 ถึง 15 ปี FDA อนุญาตให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์สองโดสแบบเดียวกับผู้ใหญ่

3-วัคซีนจะเน้นที่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก

เด็กมีระบบภูมิคุ้มกันที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงควรให้ความมั่นใจสำหรับผู้ปกครองว่าวัคซีนไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยระบบภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันในวัยต่างๆ ยังช่วยอธิบายว่าทำไมการตัดสิทธิ์ในการรับวัคซีนจึงขึ้นอยู่กับอายุ ไม่ใช่ขนาดของร่างกาย

นอกจากวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว การฉีดวัคซีนอื่นๆ ยังกำหนดและบริหารตามอายุไม่ใช่น้ำหนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความจริงที่ว่าการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อนั้นแตกต่างกันไปตามอายุ

4-วัคซีนจะแจกจ่ายให้กับเด็กๆ ผ่านทางกุมารแพทย์ ร้านขายยา คลินิกสุขภาพ และอื่นๆ

เมือ 20 ต.ค. ทำเนียบขาวประกาศ เมื่อไฟเขียวแล้ว วัคซีนในเด็กจะถูกส่งไปยังสถานที่ต่างๆ หลายพันแห่งทั่วประเทศ รวมถึงสำนักงานกุมารแพทย์มากกว่า 25,000 แห่ง โรงพยาบาลเด็กมากกว่า 100 แห่ง ร้านขายยาหลายหมื่นแห่ง และคลินิกในโรงเรียนและชุมชนหลายร้อยแห่ง

แม้ว่าทำเนียบขาวได้ซื้อวัคซีนเด็กไฟเซอร์ไปแล้ว 65 ล้านโดส ซึ่งมากเกินเพียงพอสำหรับฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีในอเมริกาได้ครบถ้วนแล้ว การฉีดครั้งแรกจะเป็นระลอกตามจำนวนเด็กที่มีสิทธิ์ แผนการจัดจำหน่ายจะรวมถึงการรณรงค์ให้การศึกษาแก่ประชาชนในระดับประเทศเพื่อ “เข้าถึงพ่อแม่และผู้ปกครองด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและสอดคล้องกับวัฒนธรรมเกี่ยวกับวัคซีนและความเสี่ยงที่ COVID-19 ก่อให้เกิดกับเด็ก” ตามข้อมูลของทำเนียบขาว

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบอกกับผู้ว่าการของประเทศเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ว่ามีปริมาณยาเพียงพอสำหรับเด็ก 28 ล้านคนที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 11 ปี ซึ่งคาดว่าจะมีสิทธิ์ได้รับเมื่อ CDC ให้ไฟเขียว เพื่อแก้ปัญหาความสับสนในการแจกจ่าย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางได้ร่างระบบรหัสสีใหม่สำหรับสูตรวัคซีนแต่ละชนิด แม้ว่าจะยังคงเป็น “เบื้องต้น” ขวดที่มีฝาปิดสีม่วงจะมีขนาดสำหรับผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีอายุมากกว่า แผนที่เสนอให้รัฐกล่าว ขวดที่มีฝาปิดสีส้มจะมีปริมาณสำหรับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี

5-ครอบครัวต้องเฝ้าระวัง COVID-19

เด็กที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอาจจะป่วยจากโควิด-19 แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไวรัสไปยังสมาชิกในครอบครัวที่อ่อนแอกว่าและผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่พวกเขาพูดคุยด้วย

ทั้ง CDC และ American Academy of Pediatrics แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยในโรงเรียนเพื่อช่วยชะลอการแพร่กระจายของ COVID-19

ครอบครัวควรปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยอื่น ๆ ที่มีร่วมกันตลอดการระบาดใหญ่ต่อไป รวมถึงการเว้นระยะห่างทางสังคมและการล้างมือ


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

อินเดีย เร่งทำ FTA หวังกระตุ้น “ส่งออก”

อินเดีย เร่งทำ FTA

หลังจากรัฐมนตรีคลังจากประเทศกลุ่มจี 20 เห็นด้วยเพียงไม่กี่วัน ในการผลักดันให้การทำการค้าระหว่างประเทศเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ทางการ “อินเดีย” เร่งทำ FTA โดยได้เริ่มเดินหน้าหารือข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ

อินเดีย เร่งทำ FTA

เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า ทางการอินเดียกำลังอยู่ในขั้นตอนหารือ ทำข้อตกลง “เขตการค้าเสรี” (FTA) หลังจากสองปีที่ถอนตัวจากการเจรจา RCEP อินเดียกำลังมองหาข้อตกลงการค้าทวิภาคีเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของ Covid-19 และขยายภาคการผลิต

ทั้งนี้แทนที่อินเดียจะมุ่งทำการค้าแบบที่เคยเช่นพหุภาคี (RCEP) แต่หันมาสนใจทำข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคี หรือระหว่าง 2 ประเทศหรือภูมิภาคแทน โดยล่าสุด ทางการอินเดียเตรียมหารือข้อตกลงทางการค้ากับ “สหภาพยุโรป” (อียู) หลังจากการหารือข้อตกลงดังกล่าว ถูกระงับมานานกว่า 14 ปี รวมถึงเตรียมหารือทำการค้ากับประเทศ “อิสราเอล” ในเดือนหน้า

ขณะเดียวกัน เมื่อเดือนที่ผ่านมาก็ได้เริ่มหารือข้อตกลงทางการค้ากับ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” และได้เริ่มส่งสัญญาณว่าจะหารือข้อตกลงการค้ากับเพื่อนบ้าน “บังกลาเทศ” ช่วงต้นปีหน้า และก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียได้ระบุว่า แม้ยังรอกำหนดการหารือข้อตกลงทางการค้ากับประเทศ

“ออสเตรเลีย” และ “สหราชอาณาจักร” (ยูเค) แต่รัฐบาลก็คาดหวังว่าจะสามารถทำข้อตกลงทางการค้ากับออสเตรเลียได้สำเร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ และคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสหราชอาณาจักรภายในเดือนมีนาคมปีหน้า

โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “พิยุช โกยอล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อินเดีย ระบุว่า อาจมีการหารือทำข้อตกลงทางการค้ากับอีก 2 ประเทศ แต่ยังไม่ได้ระบุว่าประเทศไหน

นอกจากนี้ ทางการอินเดียยังแถลงการณ์ว่า จะกลับมาทบทวนข้อตกลงทางการค้ากับอาเซียนอีกด้วย

รายงานข่าวระบุว่า ความสนใจในการทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ถือเป็น “นโยบายที่แตกต่าง” ไปจากเดิมของรัฐบาลอินเดียอย่างมาก

โดยตั้งแต่ “นเรนทรา โมดี” ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียเมื่อปี 2014 รัฐบาลไม่ได้สนใจทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ เพิ่ม แต่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อตกลงทางการค้าต่าง ๆ ที่อินเดียได้มีอยู่ เนื่องจากมองว่าข้อตกลงการค้าที่มีอยู่ “อินเดีย” กลายเป็นคู่ค้าที่เสียเปรียบ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้รัฐบาลอินเดียขอถอนประเทศออกจากอาร์เซ็ปเมื่อปี 2019

โดยตั้งแต่โมดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้มีการเซ็นรับรองข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติมกับเพียงประเทศ “มอริเชียส” เกาะนอกชายฝั่งแอฟริกา

ขณะที่ “มันโมฮัน ซิงห์” อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดียคนก่อนหน้า ได้ทำข้อตกลงทางการค้าเสรีมากกว่า 11 ข้อตกลง

ทั้งนี้ แหล่งข่าวอ้างอิงจากทางการอินเดียว่า ทางรัฐบาลได้เริ่มวางแผนที่จะมีการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้รัฐบาลอินเดียสนใจกับการทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้น

“ดีเจ นาเรน” อธิบดีสื่อและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาคการส่งออกอินเดียที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ได้ทำให้รัฐบาลสนใจในการทำข้อตกลงทางการค้าเพิ่มมากยิ่งขึ้น

“อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าที่น่าเชื่อถือได้ ภายในซัพพลายเชน โดยรัฐบาลเดินหน้าดำเนินการทุกกระบวนการ เพื่อให้แน่ใจว่า ซัพพลายเชนของอินเดียจะไม่มีปัญหา เพื่อให้ทุกประเทศทั่วโลกมีความมั่นใจต่อกำลังการผลิตของประเทศอินเดียว่าจะไม่มีอุปสรรคใด ๆ” นาเรนกล่าว

ขณะเดียวกัน “ริชาร์ด รอสสอว์” ที่ปรึกษาอาวุโสและประธานศูนย์การศึกษาวาทวานี ด้านนโยบายระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและอินเดีย กล่าวว่า อีกปัจจัยที่ทำให้อินเดียสนใจทำข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่น ๆ ก็เพราะว่าความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับจีน

“ช่วงนี้หลายบริษัทกำลังต้องการกระจายความเสี่ยงออกมาจากประเทศจีน ซึ่งอินเดียถือเป็นประเทศที่จะทำให้หลายบริษัทสามารถเร่งการผลิตได้อย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งการทำข้อตกลงทางการค้า จะช่วยดึงดูดให้บริษัทที่สนใจเร่งกำลังการผลิต หันมาสนใจลงทุนที่อินเดียเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย” รอสสอว์กล่าว

โดยตอนนี้ ทางรัฐบาลอินเดียได้พยายามจูงใจบริษัทต่างๆ ที่อยากออกจากประเทศจีน และเริ่มมีนโยบายต่างๆ ที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้บริษัทหันมาตั้งฐานการผลิตที่อินเดียเพิ่มมากขึ้นแล้ว

พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

เร่งปฏิรูป ภาษี ในจีน รับมือวิกฤต “ฟองสบู่อสังหาฯ”

จากปัญหาที่สั่งสมมายาวนานในภาคอสังหาริมทรัพย์ของ “จีน” ได้ปะทุออกมาเป็นวิกฤตครั้งใหญ่จากกรณีของ “เอเวอร์แกรนด์” (Evergrande) ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก สะท้อนถึงปัญหา “ฟองสบู่อสังหาฯ” ของจีนที่ซุกซ่อนอยู่ ส่งผลให้รัฐบาลจีนต้องหันมาทบทวนภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง และเตรียม เร่งปฏิรูป ภาษี กับกฎระเบียบครั้งใหญ่ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามบานปลาย ในจีน

เร่งปฏิรูป ภาษี ในจีน

ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา สภาประชาชนแห่งชาติจีนได้มีมติรับรองแผนการของคณะรัฐมนตรีจีน ในการขยายโครงการนำร่องจัดเก็บภาษีการถือครองทรัพย์สินที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม โดยแผนการดังกล่าวจะเป็นการจัดเก็บภาษีการถือครองทรัพย์สิน เฉพาะในเขตเมือง ไม่ครอบคลุมภาคครัวเรือนในชนบท ซึ่งอัตราภาษีและวิธีการจัดเก็บภาษีจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลท้องถิ่น เบื้องต้นจะดำเนินการลักษณะโครงการนำร่องในบางพื้นที่เป็นระยะเวลา 5 ปี

จากการจัดเก็บภาษีดังกล่าวนับเป็นการปฏิรูประบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลจีนมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีมากขึ้น จากเดิมที่ทางการจีน โดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่นต้องพึ่งพิงรายได้จากการขาย หรือให้เช่าที่ดินแก่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการเก็งกำไรและการปั่นราคาสูงกว่าความเป็นจริง ก่อนหน้านี้ในปี 2011 ได้มีความพยายามทดลองจัดเก็บภาษีที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมในเซี่ยงไฮ้และฉงชิ่ง แต่เป็นเพียงการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปีจากการครอบครองบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไปหรือบ้านหรูราคาสูง

“แคปิตอล อีโคโนมิกส์” บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาทางธุรกิจ ประเมินว่า หากจีนสามารถจัดเก็บภาษีในอัตรา 0.7% ของมูลค่าทรัพย์สินที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมทั้งประเทศ จะส่งผลให้รัฐบาลจีนมีรายได้ถึง 1.8 ล้านล้านหยวนในปี 2020 ซึ่งมากกว่ารายได้ 1.6 ล้านล้านหยวนที่ทางการจีนได้จากการขายและให้เช่าที่ดิน รวมทั้งการจัดเก็บภาษี จะเป็นแรงกดดันด้านราคาที่ไม่คุ้มค่าต่อการเก็งกำไร และจะลดความน่าสนใจของการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์จีน และถ่ายเทเงินทุนไปยังภาคส่วนอื่นๆ มากขึ้น เช่น ภาคการส่งออกหรือภาคการบริการที่สามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

จากวิกฤตของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับสองของจีนอย่าง “เอเวอร์แกรนด์” ที่มีภาระหนี้สูงถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสี่ยงที่จะผิดนักชำระหนี้ เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้รัฐบาลจีนต้องหันมาทบทวนปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ นโยบายของประธานธิบดีสี จิ้นผิง ที่ประกาศสร้าง “ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” ด้วยการกระจายความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมจีน โดยเฉพาะการควบคุมรายได้ที่สูงเกินไปของคนบางกลุ่ม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการริเริ่มปฏิรูปภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงก็มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในภาพรวม เนื่องจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินสำหรับการลงทุนและเก็บออมของคนจีนจำนวนมาก

จากกรณีเอเวอร์แกรนด์ก็ได้ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า ระดับราคาบ้านใหม่ในหลายเมืองของจีนเดือน ก.ย. ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เช่น เทียนจินลดลง 0.1% ไท่หยวนลดลง 0.7% และถังชานลดลงถึง 0.8% ซึ่งนับเป็นการร่วงของราคาบ้านใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี

หากราคายังคงดิ่งลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องก็อาจส่งผลให้เกิดการล่มสลายของภาคอสังหาริมทรัพย์จีนและกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สั่นสะเทือนรัฐบาลจีน


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

Thailand Pass | aroundworld-news.com

Thailand Pass ลงทะเบียน แล้วเงื่อนไขต่างๆ

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการแถลงข่าวรอบพิเศษ “Thailand Pass กับการเดินทางเข้าประเทศไทยหลังการเปิดประเทศ” โดยดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) และนายจาตุรนต์ ไชยะคำ รองอธิบดีกรมการกงสุล ดำเนินรายการโดย นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

Thailand Pass

ไทยแลนด์พาสส์เป็นระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศไทย ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยจะแบ่งผู้เดินทางเข้าประเทศออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1.เทสแอนด์โก (Test and Go) 2.แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox programme) 3.กักตัว (Alternative Quarantine)

กลุ่มเทสแอนด์โก เป็นผู้ที่เดินทางมาจาก 45 ประเทศ+ฮ่องกง และต้องอยู่ในประเทศกลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า 21 วัน ยกเว้นเป็นคนไทยที่เดินทางไปประเทศกลุ่มนี้แล้วประสงค์ที่จะกลับไทยไม่ต้องอยู่ครบ 21 วันได้ คนกลุ่มนี้มีผลการตรวจRT-PCRภายใน 72 ชั่วโมงก่อนออกเดินทางและไม่ต้องกักตัวเมื่อมาถึงไทยแต่ต้องจองโรงแรมกลุ่มSHA+ หรือAQ 1 วันเพื่อรอผลตรวจ RT-PCR หากไม่มีผลเป็นลบก็สามารถออกจากโรงแรมได้เลย และตรวจ ATK ด้วยตัวเองในวันที่ 6-7 และแจ้งผลการตรวจATKบนแอพพ์หมอชนะ สำหรับหลักฐานการฉีดวัคซีนต้องฉีดให้ครบโดส ก่อนออกเดินทาง 14 วัน และต้องมีประกันสุขภาพวงเงินคุ้มครองไม่น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (สำหรับคนไทย หรือคนต่างชาติที่ทำงานในไทยและมีหมายเลขประกันสังคมสามารถใช้ประกันสังคมได้)

กลุ่มแซนด์บ็อกซ์ เป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศใดก็ได้ และอยู่ในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์เป็นเวลา 7 วัน สำหรับวัคซีนต้องรับวัคซีนให้ครบโดส ก่อนออกเดินทาง 14 วัน โดยต้องมีหลักฐานการจองที่พัก SHA+ในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์จำนวน 7 วัน ต้องมีประกันวงเงินคุ้มครองไม่น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (สำหรับคนไทยหรือคนต่างชาติที่ทำงานในไทยและมีหมายเลขประกันสังคมสามารถใช้ประกันสังคมได้) มีผลตรวจRT-PCR ก่อนออกเดินทาง 72 ชั่วโมง ขณะอยู่แซนด์บ็อกซ์ต้องตรวจโควิด 2 ครั้ง ในวันที่ 0-1 (วันที่เดินทางถึง) ครั้งที่ 2 ในวันที่ 6-7

กลุ่มกักตัว เป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศใดก็ได้ที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบโดส และต้องกักตัวอยู่ในAQ 10 วัน สำหรับที่พักต้องมีหลักฐานการจองที่พักAQ ต้องมีประกันวงเงินคุ้มครองไม่น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (สำหรับคนไทยหรือคนต่างชาติที่ทำงานในไทยและมีหมายเลขประกันสังคมสามารถใช้ประกันสังคมได้) มีผลตรวจRT-PCR ก่อนออกเดินทาง 72 ชั่วโมง (คนไทยไม่ต้องตรวจ กรณีต้องกักตัว) ขณะอยู่ในAQต้องตรวจโควิด 2 ครั้ง คือในวันที่ 0-1 (วันที่เดินทางถึง) ครั้งที่ 2 ในวันที่ 6-7

สำหรับการลงทะเบียน เริ่มต้นจากนักท่องเที่ยวเข้าไปลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.thailandpass.consular.go.th กรอกข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลหนังสือเดินทาง ใบยืนยันการฉีดวัคซีน ประกันสุขภาพ ข้อมูลการจองโรงแรมแบบ SHA+ หรือ AQ ใบต8และตม6 เลือกประเภทว่าจะเดินทางเข้าไทยแบบ เทสแอนด์โก (Test and Go) แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox programme) หรือ กักตัว (Alternative Quarantine) สำหรับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน แล้วรอรับคิวอาร์โค้ดผ่านทางอีเมล เมื่อได้คิวอาร์โค้ดแล้วก็สามารถเดินทางเข้าไทยได้เลย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะตรวจสอบคิวอาร์โค้ดของเรา


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

ตายหลังดื่มน้ำอัดลม ขนาด1.5ลิตรหมดใน10นาทีจากการสะสมของก๊าซในร่างกาย

หนุ่มจีนร้อนเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เดลีเมลล์ ได้รายงานเรื่องราวของชายชาวจีนรายหนึ่งที่ต้อง ตายหลังดื่มน้ำอัดลม ขนาด 1.5 ลิตรภายใน 10 นาที ก่อนปวดท้องหนัก ถูกหามส่งโรงพยาบาล และสิ้นใจในที่สุด

หนุ่มจีน ตายหลังดื่มน้ำอัดลม

โดยเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นกับหนุ่มจีน วัย 22 ปี รายหนึ่ง ผู้ไม่มีปัญหาสุขภาพใดๆ ได้เสียชีวิตลงกะทันหัน หลังจากที่เขาดื่มน้ำอัดลมขนาด 1.5 ลิตร หมดอย่างรวดเร็วภายใน 10 นาที ก่อนที่จะมีอาการท้องบวม และรู้สึกปวดท้องอย่างหนัก จนถูกหามส่งโรงพยาบาลเฉาหยาง ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน หลังจากดื่มน้ำอัดลมหมดเป็นเวลา 6 ชั่วโมง โดยเขาได้แจ้งกับแพทย์ว่าเขาได้ดื่มน้ำอัดลมขนาด 1.5 ลิตร หมดอย่างรวดเร็ว เพื่อคลายร้อน เนื่องจากในวันนั้นอากาศร้อนมาก ในตอนนั้นแพทย์พบว่าเขามีสัญญาณที่น่าเป็นห่วงหลายอย่าง มีอัตราการเต้นของหัวใจสูง ความดันโลหิตต่ำ และหายใจเร็ว

และผลจากซีทีสแกน ก็พบว่า ชายหนุ่มรายนี้มีอาการปอดบวม มีแก๊สผิดปกติที่ผนังลำไส้ และหลอดเลือดดำพอร์ทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในหลอดเลือดหลักของตับ ปริมาณออกซิเจนต่ำ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดเลือดในตับเฉียบพลัน ทีมแพทย์พยายามช่วยลดปริมาณแก๊สออกจากระบบย่อยอาหาร ให้ยาเพื่อช่วยรักษาตับ และคงสภาพการทำงานอื่นๆ ของร่างกายที่ได้รับความเสียหาย แต่ว่าหลังจากผ่านไป 12 ชั่วโมง ผลการตรวจเลือดพบว่า ตับของคนไข้ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และหลังจากการรักษาผ่านไป 18 ชั่วโมง อาการของเขาก็ทรุดหนัก และเสียชีวิตในที่สุด โดยแพทย์ได้กล่าวว่า การบริโภคอย่างรวดเร็วของหนุ่มจีนรายนี้ ทำให้เกิดการสะสมของก๊าซในร่างกายของเขา ซึ่งทำให้ตับของเขาขาดออกซิเจน และในที่สุดก็คร่าชีวิต

แต่ด้านศาสตราจารย์นาธาน เดวีส์ นักชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กลับเห็นต่างออกไป และคิดว่าน้ำอัดลมขนาด 1.5 ลิตร ไม่น่าจะใช่ตัวการหลัก ที่ทำให้ชายหนุ่มเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เพราะ “โดยปกติอาการที่เกิดขึ้นกับชายหนุ่มคนนี้ จะเกิดขึ้นจากแบคทีเรีย ที่เดินทางจากทางเดินอาหารปกติ ไปยังที่ที่ไม่ควรเป็น ในกรณีนี้คือในเยื่อบุลำไส้เล็ก” เขากล่าว

และศาสตราจารย์เดวีส์ยังกล่าวว่า แม้การบริโภคน้ำอัดลมปริมาณมาก อาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องแก๊สในร่างกาย แต่การส่งผลกระทบต่อร่างกาย จนถึงแก่ชีวิตแบบเฉียบพลันในลักษณะนี้ จำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้ในรายงาน จึงจะสามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัด


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

อังกฤษออกวีซ่าชั่วคราว ให้กับคนขับรถบรรทุกต่างชาติ หลังน้ำมันขาดแคลน

รัฐบาล อังกฤษออกวีซ่าชั่วคราว ให้กับคนขับรถบรรทุกต่างชาติ หลังน้ำมันขาดแคลนหนักในประเทศ

รอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจ ออกวีซ่าให้กับ พนักงานขับรถบรรทุกต่างชาติ ที่ต้องการเข้ามาให้บริการในสหราชอาณาจักร เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งๆ ที่เคยยืนกราน ว่าจะไม่ใช้วิธีการนี้ ทั้งนี้หลังจากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากไม่มีพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมัน ที่ลำเลียงน้ำมันจากโรงกลั่นสู่สถานีบริการต่อเนื่องกันเป็นวันที่ 2 แล้ว

อังกฤษออกวีซ่าชั่วคราว หลังขาดแคลนน้ำมัน

การขาดแคลนน้ำมันดังกล่าวทำให้เกิดคิวรถยนต์หลากชนิดเข้าคิวกันยาวเหยียดตามบริเวณสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ติดต่อกันเป็นวันที่สอง โดยแต่ละคันต้องจอดรอนานหลายชั่วโมง เพื่อเติมน้ำมัน ในขณะที่สถานีบริการหลายแห่งจำเป็นต้องปิดตัวลง หลังจากบริษัทน้ำมันประกาศว่าภาวะขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุก ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก สมาคมอุตสาหกรรมค้าปลีกออกมาเตือนรัฐบาลถึงสถานการณ์ขาดแคลนดังกล่าวและเรียกร้องให้หาทางแก้ไข ก่อนหน้าที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ เมื่อเทศกาลคริสตมาสมาถึงในตอนปลายปีนี้

นายแกรนท์ แชปส์ รัฐมนตรีขนส่ง ออกแถลงการณ์ยอมรับถึงปัญหาที่ก่อหวอดมานานร่วม 18 เดือนแล้วนี้ และยืนยันว่ารัฐบาลตระหนักในความสำคัญของเทศกาลคริสตมาส จึงพยายามแก้ปัญหาล่วงหน้าให้เร็วที่สุด ด้วยการออกวีซ่าชั่วคราวสำหรับพนักงานขับรถบรรทุกต่างชาติ 5,000 คน ที่ต้องการเข้ามาให้บริการให้สามารถทำได้จนถึงวันที่ 24 ธันวาคมนี้ พร้อมกันนั้นก็จะอนุญาตให้วีซ่าชั่วคราวกับพนักงานต่างชาติที่ต้องการทำงานในโรงงานแปรรูปสัตว์ปีกอีก 5,500 คน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ

นายแชปส์ ยืนยันว่าแนวทางแก้ไขในระยะยาวคือการหาพนักงานขับรถที่เป็นชาวอังกฤษเข้ามาทำงานนี้โดยการให้แรงจูงใจด้านการเงินและสภาพการจ้างงานที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเตรียมแผนฝึกพนักงานขับรถบรรทุกแบบเร่งรัดเพิ่มเติมให้ได้ 4,000 คนในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม สมาคมกิจการขนส่งทางถนน (อาร์เอชเอ) ของอังกฤษ ยืนยันว่าอังกฤษ ขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุกมากถึง 100,000 คน อันเป็นผลมาจากการที่พนักงานจำนวนหนึ่งผละออกจากการทำงานนี้ ประกอบกับการที่อังกฤษถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกอียูหรือเบร็กซิท และภาวะการแพร่ระบาด ที่ทำให้ไม่สามารถฝึกและทดสอบพนักงานขับรถใหม่ๆ ได้มานานถึงกว่า 1 ปี

ในขณะที่ นาย แอนดรูว์ โอพี ผู้อำนวยการด้านอาหารและความยั่งยืนของบรรษัทค้าปลีกแห่งอังกฤษ ซึ่งออกมาเตือนเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลมีเวลาเพียง 10 วันที่จะแก้ปัญหาขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุก ระบุว่า แผนของรัฐบาลไม่เพียงพอที่จะป้องกันภาวะขาดแคลนสินค้าที่จะเกิดในช่วงคริสตมาสได้ ทำได้เพียงแค่บรรเทาสถานการณ์เท่านั้น นายโอพีระบุว่า เฉพาะเครือข่ายซุปเปอร์มาร์เก็ตเพียงอย่างเดียว ก็ต้องการพนักงานขับรถบรรทุกเพื่อจัดส่งสินค้าอย่างน้อย 15,000 คนหากต้องการให้สามารถให้บริการได้เต็มรูปแบบ


บทความข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

อุกกาบาตถล่มจอร์แดน เมื่อ 3,600 ปีก่อน จนราบเป็นหน้ากลองในชั่วพริบตา

คณะนักวิทยาศาสตร์ และนักโบราณคดีจากนานาชาติ เผยผลการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับโบราณสถานเมืองทัลล์-เอล-ฮัมมัม (Tall-el-Hammam) ในประเทศจอร์แดน โดยชี้ว่าหลักฐานต่างๆ ที่ได้ค้นพบตลอดการวิจัย 15 ปีที่ผ่านมา ล้วนยืนยันว่า อุกกาบาตถล่มจอร์แดน จนราบเป็นหน้ากลองในชั่วพริบตาเมื่อ 3,600 ปีก่อน

จากรายงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี และวิทยาศาสตร์จากสหรัฐฯ แคนาดา และสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งร่วมกันขุดค้น และวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ มานานถึง 15 ปี ชี้ว่าเหตุระเบิดจากอุกกาบาตที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงดังกล่าวเคยเกิดขึ้นจริง ณ สถานที่ซึ่งอาจเป็นเมืองโซดอม (Sodom) ตามที่มีการบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล โดยมีการขุดค้นชั้นดินโบราณหนา 1.5 เมตร ทางตอนเหนือของทะเลสาบเดดซี ซึ่งชั้นดินนี้มีสภาพเหมือนถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนสูง จนเนื้อดินเต็มไปด้วยเถ้าถ่านรวมทั้งซากอิฐ และเครื่องปั้นดินเผาที่หลอมละลายจำนวนมาก โดยลักษณะของซากวัสดุเหล่านี้ ชี้ว่ามันต้องถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนในระดับมหาศาล คิดเป็นอุณหภูมิที่สูงกว่าการเกิดภูเขาไฟระเบิด หรือเหตุเพลิงไหม้จากการทำสงครามในยุคโบราณ

จากการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณหาความเป็นไปได้ว่าการทำลายล้างในระดับดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุใดกันแน่ ทีมผู้วิจัยพบว่ามีเพียงระเบิดนิวเคลียร์ และการพุ่งชนของอุกกาบาตอย่างรุนแรงเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดซากโบราณสถานแบบเมืองทัลล์-เอล-ฮัมมัม ขึ้นได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ประมาณการว่า อุกกาบาตนี้มีความกว้างราว 17-20 เมตร ซึ่งใกล้เคียงกับหินอวกาศที่ทำให้เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ตรงที่ราบตุงกุสคา (Tunguska) ในเขตไซบีเรียของรัสเซียเมื่อปี 1908 โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ป่าสนหิมะถูกถล่มราบและมีต้นไม้ล้มถึง 80 ล้านต้น ซึ่งมีการค้นพบเม็ดหินควอตซ์ และอนุภาคของวัสดุที่มีความแข็งคล้ายเพชรในชั้นดินของเมืองทัลล์-เอล-ฮัมมัมด้วย ซึ่งแสดงว่าอุกกาบาตจะต้องทำให้เกิดการระเบิดที่มีแรงดันสูงถึง 5 กิกะปาสคาล และอุณหภูมิร้อนแรงสูงสุดถึง 2,500 องศาเซลเซียส จนสามารถเปลี่ยนไม้ และพืชในเมืองให้กลายเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายเพชรได้

อุกกาบาตถล่มจอร์แดน เมื่อ 3,600 ปีก่อน

บทสรุปจากการรวบรวม และวิเคราะห์หลักฐานจำนวนมาก ทำให้ทีมผู้วิจัยสามารถลำดับเหตุการณ์ได้ว่า หายนะภัยจากนอกโลกที่ทำลายล้างเมืองโบราณแห่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยดร. ฟิล ซิลเวีย นักโบราณคดีผู้ขุดค้นศึกษาซากเมืองทัลล์-เอล-ฮัมมัม และคณะ เปิดเผยในบทความที่พวกเขาร่วมกันเขียนลงในเว็บไซต์ The Conversation ว่าเหตุอุกกาบาตถล่มเมืองดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา โดยหินอวกาศขนาดไม่ใหญ่นักพุ่งผ่านบรรยากาศโลกมาด้วยความเร็ว 61,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเกิดระเบิดขึ้นบนท้องฟ้าที่ความสูง 4 กิโลเมตรเหนือพื้นดินด้วยแรงระเบิดของอุกกาบาตทีมีพลังทำลายล้างสูง เทียบได้กับการจุดชนวนระเบิดปรมาณู ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาพร้อมกัน 1,000 ลูก ผู้ที่จ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าในเวลานั้น จะต้องตาบอดทันทีด้วยแสงสว่างเจิดจ้า อุณหภูมิที่พุ่งขึ้นอย่างฉับพลันถึงกว่า 2,000 องศาเซลเซียส เผาไหม้ทุกสิ่งให้เป็นเถ้าถ่านในทันที คลื่นกระแทกที่เกิดขึ้นในไม่กี่วินาทีถัดมา จะทำให้เกิดกระแสลมกรดความเร็ว 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งเข้าพัดทำลายตัวเมืองจนราบคาบ โดยลมพายุจากคลื่นกระแทกนี้จะมีพลังรุนแรงยิ่งกว่าพายุทอร์นาโดครั้งใดๆ ที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ทำให้ตัวอาคารสูง 12 เมตรของพระราชวัง 4 ชั้น ปลิวลอยไปตกที่หุบเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลมาก

แน่นนอนว่าชาวเมืองราว 8,000 คนนั้น ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต พวกเขาถูกเผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่าน และซากกระดูกที่หลงเหลืออยู่บ้างก็แตกละเอียดเพราะแรงระเบิด ในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา คลื่นความร้อน และคลื่นกระแทกพลังมหาศาลนี้ยังแผ่ไปถึงเมืองเจริโค (Jericho) ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตก 22 กิโลเมตร ทำให้เมืองแห่งนั้นต้องล่มสลายลงในชั่วพริบตาด้วยเช่นกัน

หลังเหตุอุกกาบาตถล่มเมืองในครั้งนั้น ไม่มีผู้เข้าไปอยู่อาศัย หรือลงหลักปักฐานทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าวรวมทั้งบริเวณโดยรอบ ตลอดช่วงเวลาถึง 600 ปีถัดจากนั้น ซึ่งทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า แรงระเบิดของอุกกาบาตทำให้น้ำเค็มในทะเลสาบเดดซีระเหย หรืออาจถูกพัดพาไปลงในดินทั่วบริเวณดังกล่าว ซึ่งทำให้ดินเค็มจัดจนไม่อาจทำการเพาะปลูกได้

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเมืองทัลล์-เอล-ฮัมมัม ซึ่งอาจเป็นแห่งเดียวกับเมืองโซดอมที่ถูกพระเจ้าทำลายล้างเป็นการลงโทษในคัมภีร์ไบเบิล ถือได้ว่าเป็นเรื่องราวหายนะครั้งใหญ่หลวงเรื่องแรก ที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

เจ้าบ่าวของเจ้าหญิงมาโกะ กลับถึงโตเกียว ลุ้นประกาศข่าวเสกสมรส

สื่อญี่ปุ่นไลฟ์สด ว่าที่ เจ้าบ่าวของเจ้าหญิงมาโกะ กลับถึงโตเกียว ลุ้นประกาศข่าวเสกสมรส เมื่อวันที่ 27 กันยายน สื่อโทรทัศน์ญี่ปุ่นหลายสำนัก พากันถ่ายทอดสด ขณะเครื่องบินโดยสารที่นำนายเคอิ โคมูโระ หนุ่มคนรักสามัญชน วัย 29 ปี ของเจ้าหญิงมาโกะ พระราชนัดดา (หลาน) ในสมเด็จพระจักรพรรดิ์นารุฮิโตะ แห่งญี่ปุ่น แตะลงสนามบินนานาชาตินาริตะ ใกล้กับกรุงโตเกียว ในวันจันทร์ (27 ก.ย.) นี้ ท่ามกลางกระแสข่าว ว่าจะมีการประกาศข่าวดี ถึงการเสกสมรสของเจ้าหญิงมาโกะ กับหนุ่มคนรักสามัญชนผู้นี้ หลังจากถูกเลื่อนมาเป็นเวลาหลายปี จากมรสุมข่าวฉาวที่รุมเร้านายโคมูโระ เกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของมารดาตนเอง

ว่าที่ เจ้าบ่าวของเจ้าหญิงมาโกะ

โดยภาพที่ปรากฎในสื่อ เผยให้เห็นนายโคมูโระ ต้องเผชิญกับทัพนักข่าว และแสงแฟลชจากกล้องจำนวนมาก รวมถึงกล้องวิดีโอที่จับจ้องมาที่ตัวเขา ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อสูทสีดำ ผมที่ยาวถูกมัดรวบเป็นหางม้าไว้ โดยนายโคมูโระได้โค้งคำนับทักทายกลุ่มผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าวเขา แต่ไม่ได้กล่าวใดๆ ทั้งนี้นายโคมูโระ จะต้องทำการกักตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ของทางการญี่ปุ่น

สื่อท้องถิ่นได้รายงานว่า นับเป็นการกลับมาประเทศญี่ปุ่น เป็นครั้งแรกของนายโคมูโระ นับตั้งแต่เขาเดินทางไปสหรัฐในปี 2018 ซึ่งถูกมองว่า เป็นความพยายาม ที่จะดับกระแสความสนใจในเชิงลบ ที่มีต่อตัวเขา หลังจากที่มีรายงานปรากฎในสื่อว่า มารดาของนายโคมูโระติดหนี้อดีตคู่หมั้นของตนเอง เป็นเงินถึง 4 ล้านเยน (กว่า 1.1 ล้านบาท) โดยยังไม่ได้ชดใช้ ซึ่งข่าวอื้อฉาวดังกล่าวจุดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในสังคม และเป็นผลให้พิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงมาโกะ กับนายโคมูโระต้องถูกเลื่อนออกไป

สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค รายงานด้วยว่า สำนักพระราชวังอิมพีเรียล มีแผนจะจัดงานเสกสมรสของเจ้าหญิงมาโกะ กับนายโคมูโระในเดือนตุลาคมที่จะถึง และจะมีการประกาศข่าวดีในเร็วๆ นี้ โดยหลังจากงานเสกสมรส เจ้าหญิงมาโกะจะย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา กับนายโคมูโระ ที่เขาได้ไปศึกษาวิชากฎหมายอยู่ในนครนิวยอร์ก

ก่อนหน้านี้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่า เจ้าหญิงมาโกะเตรียมจะตกลงกับรัฐบาลญี่ปุ่น ถึงการจะทรงไม่รับเงินที่พระองค์จะได้รับ หลังการสละฐานันดรหลังการเสกสมรสกับสามัญชน ที่มีรายงานระบุว่าเป็นจำนวนถึง 150 ล้านเยน (ราว 45 ล้านบาท)


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

การประชุม (เฟด) เรื่องลดวงเงินซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ

การประชุม (เฟด) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ วันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ถือว่าถูกนักลงทุนจับตามองมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อรอดูความชัดเจนเรื่องการลดวงเงินซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หลังจากเฟดส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้ว่าจะเริ่มลดวงเงินปีนี้ โดยนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวหลังการประชุมว่า การลดวงเงินซื้อพันธบัตรอาจเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ในการประชุมครั้งหน้าในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน และจะเสร็จสิ้นกระบวนการประมาณกลางปีหน้า

การประชุม (เฟด) เมื่อ วันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดย้ำว่า วงเงินที่ลดการซื้อ และความเร็วในการซื้อพันธบัตรไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณโดยตรงว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใด ทั้งนี้ไม่คิดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนที่กระบวนการลดวงเงินซื้อพันธบัตรเสร็จสิ้น โดยที่ประชุมในวันดังกล่าวยังมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.25% ไว้เช่นเดิม และยังคงซื้อพันธบัตร และหลักทรัพย์เดือนละ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ตามเดิม

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ เฟดปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลงเหลือ 5.9% จาก 7% ในครั้งก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ส่วนปีหน้าประเมินว่าจะขยายตัว 3.8% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า

ซึ่งอัตราว่างงานสหรัฐเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 5.2% แม้จะต่ำกว่าเดือนเมษายน 2020 ซึ่งอยู่ที่ 14.8% ช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สูงสุด แต่ก็ยังสูงกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดซึ่งอยู่ที่ 3.5% ดังนั้นเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิมจนกว่าอัตราการจ้างงานจะเกิดขึ้นเต็มที่ตามที่เฟดประเมินไว้ โดยอัตราว่างงานปีหน้าเฟดคาดว่าจะอยู่ที่ 3.8% ไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อนหน้า ด้านเงินเฟ้อปีหน้าขยับคาดการณ์จาก 2.1% เป็น 2.2% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า ส่วนเงินเฟ้อรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 4.2% สูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% แต่น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว

สำหรับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยนั้น เมื่อดูจาก dot plots หรือคาดการณ์ของสมาชิกเฟดรายบุคคลพบว่า ในครั้งนี้เสียงแตกเป็นครึ่งต่อครึ่ง ในประเด็นที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะเริ่มขยับขึ้นในปีหน้า การที่มีเสียงกรรมการครึ่งหนึ่งสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าก็เท่ากับว่าขึ้นเร็วกว่ากำหนด จากเดิมที่เห็นว่าควรขึ้นปี 2023

ส่วนประเด็นปัญหาหนี้ของ “เอเวอร์แกรนด์” บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีน ประธานเฟดกล่าวว่า ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเฉพาะของจีน ไม่น่าจะสร้างความเสี่ยงให้กับธนาคารขนาดใหญ่ของทั้งสหรัฐและจีน ตนไม่คิดว่าจะกระทบต่อสภาวะการเงินโลก

พร้อมกันนี้พาวเวลล์ยังกระตุ้นให้สภาคองเกรสเพิ่มเพดานหนี้โดยเร็ว เพื่อที่ว่าสหรัฐจะสามารถชำระหนี้ได้ มันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องขยายเพดานหนี้ หากไม่ขยายจะเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สหรัฐไม่ควรผิดนัดชำระหนี้

“จิม โอซุลลิแวน” หัวหน้านักกลยุทธ์มหภาคของทีดีซีเคียวริตี้ ชี้ว่า กระบวนการลดซื้อพันธบัตรใช้เวลาค่อนข้างเร็วกว่าวิกฤตรอบที่แล้ว ซึ่งใช้เวลา 10 เดือน ทางด้าน “ลอว์เรนซ์ กิลลัม” นักกลยุทธ์ของแอลพีแอลไฟแนนเชียล เห็นว่า นโยบายระยะกลางและยาวของเฟดยังไม่ชัดเจน ตอนนี้ตลาดยังคงคิดว่าเฟดจะประกาศแผนการลดซื้อพันธบัตรในเดือนพฤศจิกายน และจะเริ่มลงมือปฏิบัติในเดือนธันวาคม แต่หากดูคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยของสมาชิกแต่ละคนในปัจจุบันยังถือว่ากระจัดกระจาย

นอกจากนี้สมาชิกเฟดบางคนจะหมดวาระลง ซึ่งจะต้องมีการแต่งตั้งเข้ามาใหม่ ดังนั้นทั้งสองปัจจัยคือพาวเวลล์จะได้ดำรงตำแหน่งอีกสมัยหรือไม่ และคนที่จะมาเป็นสมาชิกเฟดรายใหม่คือใคร จะมีผลกระทบค่อนข้างสำคัญต่อนโยบายการเงินในอนาคต จากวาระการดำรงตำแหน่งของพาวเวลล์จะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งคาดว่าประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” จะตัดสินใจในฤดูใบไม้ร่วงนี้ว่าจะต่ออายุให้อีกสมัยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบลูมเบิร์กอ้างว่า คนในทำเนียบขาวกำลังจะแนะนำให้ไบเดนต่ออายุให้อีกสมัย

หลังการประชุมเฟด ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดที่ 34,258.32 จุด เพิ่มขึ้น 334.48 จุด หรือ 1% เช่นเดียวกับแนสแดคที่เพิ่มขึ้น 1% ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีปรับลง 0.017% อยู่ที่ 1.307% ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าเฟดประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับตลาดจึงไม่เกิดความตกใจ


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com

หุ้นคริปโตร่วงในจีน หลังจากทางการจีนปราบปรามอุตสาหกรรมนี้อย่างเข้มข้น

หุ้นคริปโตร่วงในจีน โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับคริปโตเคอเรนซี่ร่วงลงในฮ่องกงในเช้าวันจันทร์ หลังจากทางการจีนปราบปรามอุตสาหกรรมนี้อย่างเข้มข้น ในขณะที่คริปโตเคอเรนซีหลักยังคงมีเสถียรภาพ หุ้นของผู้จัดการสินทรัพย์คริปโต และบริษัทการค้า Huobi Tech ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Huobi Global ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทแลกเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตกลงมากกว่า 30% หลังจากการเปิดตลาด

หุ้นคริปโตร่วงในจีน จากมาตรการปราบปราม

หน่วยงานของจีน 10 แห่ง รวมทั้งธนาคารกลางและการธนาคาร หลักทรัพย์ และหน่วยงานกำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ได้ให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกันเพื่อขจัดกิจกรรมคริปโตเคอร์เรนซี่ที่ “ผิดกฎหมาย” ในขณะที่จีนได้ใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับสกุลเงินเสมือนมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ได้สั่งให้กิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี่ กับผิดกฎหมาย และส่งสัญญาณแสดงเจตนาถึงแผนที่จะบังคับใช้กฎที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนกลางของจีน (PBOC) กล่าวว่าการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีแผนลงโทษอย่างรุนแรงต่อผู้ที่กระทำการดังกล่าว รวมถึงผู้ที่ทำงานในแพลตฟอร์มในต่างประเทศจากภายในประเทศจีน สภาพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) กล่าวว่าจะเปิดตัวการปราบปรามการขุดคริปโตเคอร์เรนซี่ทั่วประเทศ โดยเป็นความพยายามกวาดล้างเซคเตอร์นี้ทั้งหมด

เหตุใดจีนต้องแบน Bitcoin จน หุ้นคริปโตร่วงในจีน

ความผันผวนและเสถียรภาพ

เงินคริปโตเป็นเงินดิจิทัลที่ขับเคลื่อนราคาด้วยมูลค่าอนาคต (Future Value) ซึ่งมูลค่าจะเพิ่มขึ้นหากมีการนำเงินไปลงทุนและได้รับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่ายิ่งเงินได้รับความสนใจในการนำไปใช้มากเท่า แนวโน้มมูลค่าของเงินก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ในขณะที่เงินตราที่ใช้กันในปัจจุบันนั้น จะขึ้นอยู่กับโลหะมีค่า เช่น ทองคำ รวมถึงความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ดังนั้น หากพิจารณา Bitcoin และเงินคริปโตอื่น ๆ มีโอกาสผันผวนได้มาก และมีเสถียรภาพต่ำ เพราะไม่มีหลักประกันที่มั่นคงเท่ากับเงินตราในปัจจุบัน

เงินคริปโต อาจกระทบต่ออำนาจอธิปไตยทางการเงินของรัฐบาลจีน (Monetary Sovereignty)

นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าสาเหตุแท้จริงที่จีนจำเป็นต้องแบนคริปโต เพราะความกังวลในเรื่องของอำนาจอธิปไตยทางการเงินของรัฐบาล หมายความว่าปกติแล้วเงินหยวนจีนจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลแทบทั้งหมด ทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมทิศทางของการเงินในจีนได้

เมื่อรัฐไม่มีอำนาจในการควบคุมเงิน มูลค่าของ Bitcoin ที่เพิ่มสูงขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดความผันผวนในตลาดได้ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และเนื่องจากของ Bitcoin ไม่ต้องอาศัยธนาคารในการทำธุกรรมใด ๆ เลย ยิ่งจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมการเข้าออกของเงินในระบบได้เลย ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเหล่านี้ถูกนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ใด ซึ่งแน่นอนว่ามันคงไม่ดีนักกับการจัดการประชาชนของรัฐบาลจีน

หยวนดิจิทัล vs. คริปโต

ประเทศจีนได้เปลี่ยนมาใช้หยวนดิจิทัล ซึ่งมันเป็นเงินหยวนที่เปลี่ยนจากรูปแบบกระดาษมาอยู่ในระบบดิจิทัล รัฐบาลจะสามารถควบคุมการทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น สามารถตรวจสอบบัญชีต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งประชาชนยังสามารถใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้เงินกระดาษแบบเดิมๆ แต่เมื่อมีเงินคริปโตเข้ามาไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรือ Ethereum ประชาชนบางส่วนกลับเลือกใช้จ่ายเป็นเงินเหล่านี้แทน สิ่งที่รัฐบาลกังวลนั้นอาจจะไม่ได้มาจากเรื่องที่กลัวว่ามันจะมาแย่งความนิยมไปจากหยวนดิจิทัล แต่การกระทำเช่นนี้เท่ากับหลบหลีกการตรวจสอบธุรกรรมจากรัฐบาลได้ เพราะฉะนั้นการสั่งแบนจึงเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลมนั่นเอง


พบกับบทความ ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และเรื่องราว ต่างๆรอบโลก ไปกับเรา www.aroundworld-news.com